Doctor Atiwut Clinic Talk

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - doctoratiwut
หน้า: [1]
1  คลีนิคแม่และเด็ก / คลีนิคแม่และเด็ก / ตารางเวลาออกตรวจ คลินิกใกล้แพทย์ รศ.ดร.นพ.อติวุทธ กมุทมาศ เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 08:13:29 pm
ใหม่ รศ.ดร.นพ. อติวุทธ กมุทมาศ
ขอเรียนแจ้ง ตารางเวลาออกตรวจ ให้กับคนไข้ และลูกค้าผู้มีอุปการะคุณทุกท่านทราบ ตามตารางเวลาแนบ
ขอบคุณครับ :D
2  ถาม ตอบ เกี่ยวกับเรื่องเพศ (Sexology) / Sexology talk / Sexology talk เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2011, 10:59:47 am
 ;D Feel Free to talk about your sexology issues
3  คลีนิคแม่และเด็ก / ที่นี่มีบทความเกี่ยวกับสูติฯ โดยคุณหมอ / การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2010, 11:47:22 am
ในระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆอย่างมาก ดังนั้นการดูแลสุขภาพตนเองในขณะที่ตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญ โดยวิธีการปฏิบัติตนในระหว่างตั้งครรภ์มีดังต่อไปนี้ครับ

การปฏิบัติตัวในระหว่างตั้งครรภ์
-  การฝากครรภ์
      การฝากครรภ์มีประโยชน์มาก เมื่อแน่ใจว่าตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันที และมาตรวจตามนัดทุกครั้ง เพื่อแม่และลูกในท้องจะได้รับการดูแลและคำแนะนำที่ถูกต้อง และทำให้ทราบว่าการตั้งครรภ์เป็นปกติหรือไม่ หากมีความผิดปกติจะได้ดูแลรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้การคลอดเป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก
-  อาหารการกิน
       ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องกินอาหารเผื่อลูกน้อยในครรภ์ โดยอาหารส่วนหนึ่งจะนำไปบำรุงร่างกายของแม่ให้แข็งแรงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดและการให้นมลูกหลังคลอด อีกส่วนไปเลี้ยงลูกน้อยระหว่างอยู่ในครรภ์ เพื่อให้ร่างกายเติบโต แข็งแรง ดังนั้นจึงต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้ ไม่ควรรับประทานอาหารพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล ขนมหวาน ไขมันมากเกินไป 
        หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุกๆดิบๆ  ของหมักดอง ผงชูรส  และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากหากดื่มมากจะทำให้ลูกมีน้ำหนักน้อย เติบโตช้า อาจปัญญาอ่อนและมีความพิการของหัวใจและหลอดเลือดได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา และกาแฟ เพราะน้ำชาจะทำให้ท้องผูก  ทำให้เกิดริดสีดวงทวารตามมาได้ ส่วนกาแฟถ้าดื่มมากไป อาจทำให้ใจสั่นและนอนไม่หลับ ส่งผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอได้
-  งดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้น้ำหนักน้อย หรือเกิดภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และทำให้อัตราการตายของทารกสูงขึ้น
-  ออกกำลังกายพักผ่อนให้เพียงพอ 
        ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จะต้องการพักผ่อนมากกว่าปกติ โดยกลางวันควรหาโอกาสนอนพัก 1-2 ชั่วโมง กลางคืนควร นอนประมาณ 8-10 ชั่วโมง จะทำให้สดชื่น สำหรับท่านอนที่เหมาะที่สุดคือ การนอนตะแคงซ้าย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มดลูกที่โตกดทับหลอดเลือด
        การออกกำลังกาย จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และระบบการย่อยอาหารดี โดยออกกำลังกายพอสมควร เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ควรเดินวันละประมาณ 30 นาที การทำงานบ้านทั่วไป เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า ก็เป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ควรระวังการยกของหนัก และงดทำงานหนักหักโหม
-  การอาบน้ำ แปรงฟัน     
      อาบน้ำ แปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยในระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่มักจะรับประทานอาหารบ่อย หรือมีอาเจียนระหว่างแพ้ท้อง ซึ่งมักจะมีกรดในกระเพาะอาหารออกมาด้วย ทำให้เหงือกและฟัน ติดเชื้อหรืออักเสบง่ายขึ้น ดังนั้นจึงแปรงฟันให้สะอาด ไม่ควรลงแช่ในน้ำคลองหรือน้ำสกปรก เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อบริเวณช่องคลอดได้
-  การดูแลเต้านม       
       ดูแลรักษาเต้านมให้สะอาด แต่ไม่ควรฟอกสบู่บริเวณหัวนมมากเกินไป เพราะจะทำให้หัวนมแห้งและแตกง่าย ถ้าหัวนมสั้นหรือบุ๋มลงไป ควรดึงหัวนมขึ้นบ่อยๆ ทุกครั้งเวลาอาบน้ำ
-  เครื่องแต่งกาย
        สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ใส่สบาย และไม่รัดรูปจนเกินไป ใช้ยกทรงที่พอดีกับเต้านม เนื่องจากขณะตั้งครรภ์เต้านมจะขยายขึ้น เพื่อเตรียมสร้างน้ำนมให้ลูกน้อย จึงควรเปลี่ยนยกทรงให้มีขนาดพอเหมาะใส่สบาย   สวมรองเท้าที่ไม่มีส้น เพราะการใส่ส้นสูงอาจทำให้ปวดหลังรวมทั้งอาจหกล้มได้ง่าย
-   ห้ามซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ได้
-   การเดินทาง
       ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลในระยะ  3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และในเดือนสุดท้ายก่อนคลอด
-  เพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์         
        การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ สามารถมีได้ โดยเมื่อครรภ์แก่ขึ้น ควรหลีกเลี่ยงท่าที่ฝ่ายชายกดทับท้องภรรยาเพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัด และอาจเป็นลมได้จากมดลูกกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ในช่องท้อง ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในรายที่เคยแท้งลูก และคลอดก่อนกำหนด โดยงดอย่างเด็ดขาด 3-4 เดือนแรก และ 1 เดือนก่อนคลอด รวมทั้งในรายที่มีการตกเลือดขณะร่วมเพศหรือหลังร่วมเพศ
-  อาการที่ควรรีบไปพบแพทย์
         มีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติ มีน้ำหรือเลือดสดๆ ออกจากช่องคลอด เด็กในท้องดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นเลย ชัก ปวดศีรษะมาก ตาพร่ามัว บวมตามร่างกาย มีไข้สูง ปัสสาวะแสบขัด
       
4  คลีนิคแม่และเด็ก / ที่นี่มีบทความเกี่ยวกับสูติฯ โดยคุณหมอ / ให้ลูกดูดนมแม่อย่างไรให้ถูกวิธี เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2010, 11:44:03 am
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก  จึงอยากมาแนะนำ วิธีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ประสบผลสำเร็จ โดยลูกได้นมแม่อย่าง  “ ถูกวิธี ครบถ้วนและถูกต้อง “ ครับ

ดูดให้ถูกวิธี
ระยะแรกน้ำนมยังไม่มาต้องดูดกระตุ้นบ่อย เมื่อคัดเต้านมก็ต้องนวดหรือประคบ หรือบีบน้ำนมออกเพื่อให้เต้านมนิ่มลงเหมาะกับปากเด็ก
หลักสำคัญ คือ ลูกต้องดูดงับเนื้อนมบริเวณลานหัวนมให้มากที่สุด ห้ามดูดเฉพาะหัวนม  โดยกระตุ้นให้ลูกอ้าปากกว้าง ประคองศีรษะลูกดันให้งับเต้านมแม่  ท่าทางการดูดนมที่ดีริมฝีปากของลูกจะคลี่กระชับกับเต้านมแม่ คางลูกจะชนเต้านม ลูกอยู่ในท่าสบาย ในระหว่างดูดนมมีเสียงกลืนนมดังอึกๆๆ แล้วหยุด แล้วกลืน  ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าลูกได้รับน้ำนมจริงๆครับ
ดูดให้ครบถ้วน ( ดูดเร็ว ดูดนาน)
   ดูดเร็ว >>  นมแม่ใน 2-5 วันแรก จะมีสีเหลืองค่อนข้างข้น ( colustrum ) โดยวันแรกจะมีปริมาณน้อยประมาณ100 cc/ วัน แล้วค่อยๆเพิ่มเป็น 200-400 cc / วัน น้ำนมแม่ในระยะแรกนี้จะมีปริมาณน้อย แต่มีความสำคัญมาก เพราะน้ำนมระยะนี้มีภูมิคุ้มกันมาก ลดโอกาสการติดเชื้อให้ลูกในระยะแรกของชีวิต จึงควรให้ลูกดูดนมเร็วตั้งแต่ระยะแรกนี้
   ดูดนาน>> กินนมแม่แต่ละครั้ง ดูดนมนานๆให้หมดเต้า ประมาณ 10- 30 นาทีต่อข้าง เพื่อให้ลูกได้รับนมแม่ครบทั้งส่วนหน้า ( foremilk) และส่วนหลัง ( hind milk) โดยเฉพาะไขมันซึ่งมีความเข้มขันมากในนมส่วนหลัง ถ้าลูกดูดไม่นานจะไม่ได้นมส่วนหลัง จะมีผลให้ลูกได้ไขมัน และ วิตามินที่ละลายในไขมันน้อย ลูกอาจน้ำหนักตัวขึ้นไม่ดีและไม่แข็งแรงได้ครับ
 ดูดอย่างถูกต้อง
   ระยะ 6 เดือนแรก ควรรับนมแม่อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องกินน้ำ จึงจะเพียงพอ ทารกวัยนี้ความจุกระพเพาะอาหารน้อย ถ้ารับน้ำจะแย่งที่นม การได้รับนมแม่มากในช่วงนี้จะเป็นผลดีต่อการพัฒนาสมองของลูกครับ
หลังอายุ 6 เดือนสามารถให้นมแม่ควบคู่กับอาหารอื่นต่อไปได้เลยครับ
   กังวลว่าลูกจะหิวน้ำ ??
   ในอากาศปกติ ลูกจะดูดนมประมาณ 10-20 นาที แต่ถ้าอากาศร้อน ลูกจะดูดนมเร็วๆถี่ๆ เช่น ดูด 2-3 นาทีแล้วพัก ซึ่งจะได้นมส่วนหน้า ที่ความเข้มข้นของไขมันน้อย แก้กระหายน้ำไปแล้วครับ

   สำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเวลา ลองอ่านวิธีเก็บรักษานมแม่ ในกระทู้ถัดไปนะครับ  หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ทุกคนนะครับ
5  คลีนิคแม่และเด็ก / ที่นี่มีบทความเกี่ยวกับสูติฯ โดยคุณหมอ / เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2010, 11:41:13 am
โรคเบาหวานกับการตั้งครรภ์
   เบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำสารคาร์โบไฮเดรต(แป้งและน้ำตาล)มาใช้ได้ตามปกติ ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร สาเหตุหนึ่งเกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือสร้างได้เพียงพอแต่มีสารอื่นมาต่อต้านการทำงานของอินซูลิน หรือมีสารมาทำลายอินซูลินมากขึ้น
   เบาหวานที่พบในระหว่างตั้งครรภ์แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
1.   วินิจฉัยพบเบาหวานครั้งแรกระหว่างตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus)
2.   วินิจฉัยพบเบาหวานครั้งแรกก่อนตั้งครรภ์
พบว่าประมาณ 90% ของโรคเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์เป็นชนิดแรก การวินิจฉัยว่าสตรีผู้ตั้งครรภ์เป็นเบาหวานหรือไม่ มีความยุ่งยากพอสมควรเนื่องจากต้องเจาะเลือดถึง 4 ครั้งในวันเดียวกัน ก่อนเจาะเลือดจะต้องงดอาหารก่อนเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ถึงจะเจาะเลือดครั้งแรก หลังจากเจาะเลือดในครั้งแรกแล้วให้รับประทานกลูโคส 100 กรัมแล้ววัดระดับกลูโคสในเลือดที่ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง และ 3 ชั่วโมงตามลำดับ หากพบว่าสตรีที่ตั้งครรภ์เป็นเบาหวานแล้ว การดูแลระหว่างตั้งครรภ์จะต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างสูติแพทย์ อายุรแพทย์ กุมารแพทย์ และตัวสตรีที่ตั้งครรภ์เอง เพื่อป้องกันหรือลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นทั้งกับแม่และบุตรในครรภ์
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ 
1.   มีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงเป็นโรคเบาหวาน
2.   ภาวะอ้วน(ดัชนี้มวลกายมากกว่า 27)
3.   โรคความโลหิตสูง
4.   มีอายุมากกว่า 30 ปี
5.   มีประวัติเคยตรวจพบโรคเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ในครรภ์ก่อนหน้า
6.   มีประวัติเคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัม
7.   ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะติดต่อกัน 2 ครั้งในระหว่างที่มาตรวจครรภ์
8.   มีประวัติตั้งครรภ์ก่อนและคลอดบุตรพิการหรือตายคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
โรคเบาหวานส่งผลต่อการตั้งครรภ์ดังนี้
1.   มีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษได้มากกว่าสตรีที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน
2.   มีโอกาสแท้งบุตรได้มากกว่า
3.   มีโอกาสติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะมากกว่า
4.   มีโอกาสที่เด็กจะพิการแต่กำเนิดสูงกว่า
5.   พบภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ
6.   บุตรอาจตัวใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่าปกติ
7.   อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิด
8.   บุตรอาจเสียชีวิตในครรภ์
9.   เพิ่มความเสี่ยงของภาวะหายใจล้มเหลวและทารกตายหลังคลอด
การดูแลรักษา
1.   ก่อนตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งความพิการของทารกแปรผันตามระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ควรตรวจวัดระดับฮ๊โมโกลบินเอวันซีน้อยกว่า 7%
2.   ควบคุมอาหารให้ถูกส่วนถูกเวลา หลีกเลี่ยงกาแฟ อาหารมัน และอาหารที่มีรสจัด
3.   ออกกำลังอย่างเหมาะสม
4.   ยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน ห้ามใช้ชนิดรับประทาน เนื่องจากปรับขนาดยาลำบาก และยาบางชนิดอาจผ่านทางรกเข้าสู่เด็กได้ ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิด
5.   ควรตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ 2 ครั้งต่อสัปดาห์
6.   มีการตรวจสุขภาพแม่ และวัดระดับน้ำตาลในเลือด 6 สัปดาห์หลังคลอด
7.   วิธีคุมกำเนิดให้หลีกเลี่ยงยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ให้ใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนแทน (Progestin, Norplant) และห้ามใช้ห่วงคุมกำเนิดเนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
8.   ปรึกษาสูติแพทย์ถึงเพื่อพิจารณาวิธีการคลอดที่เหมาะสม

6  คลีนิคแม่และเด็ก / ที่นี่มีบทความเกี่ยวกับสูติฯ โดยคุณหมอ / การเก็บรักษานมแม่ เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2010, 11:37:43 am
สำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเวลาควรให้นมแม่แก่ลูกในเวลาก่อนและหลังจากที่ทำงานแล้ว และอาจใช้วิธีบีบคัดน้ำนมเก็บไว้ในขวดที่ต้มฆ่าเชื้อแล้ว ให้ลูกได้ทานนมแม่ในช่วงที่คุณแม่ไม่อยู่บ้านครับ  :)
การเก็บรักษานมแม่
•   เก็บในปริมาณที่ลูกทานหมดพอดีในแต่ละมื้อ
•   เก็บน้ำนมเสร็จควรปิดภาชนะให้มิดชิด เขียนวันที่ เวลาที่เก็บไว้ เรีบงตามลำดับก่อนหลัง
ระยะเวลาการเก็บรักษาน้ำนม
•   เก็บที่อุณหภูมิห้อง ( > 25°c )                 เก็บได้นาน  1 ชั่วโมง
•   เก็บที่อุณหภูมิห้อง ( < 25°c )                  เก็บได้นาน  4 ชั่วโมง
•   เก็บที่ตู้เย็นช่องธรรมดา                           เก็บได้นาน  2 วัน
•   เก็บที่ตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูเดียว)  เก็บได้นาน 2 สัปดาห์
•   เก็บที่ตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูแยก)   เก็บได้นาน 3 เดือน
การนำน้ำนมแม่แช่เย็นมาใช้  8)
•   นมที่แช่ในตู้เย็นชิ่งธรรมดา ให้นำมาวางนอกตู้เย็นให้หายเย็น หากต้องการประหยัดเวลาให้อุ่นโดยแช่ในน้ำอุ่น  ไม่ใช่น้ำร้อนจัด ห้ามนำไปต้มหรือเอาเข้า ไมโครเวฟนะคะเพราะภูมิต้านทานในนมแม่จะเสียไปครับ
•   นำนมที่ช่องแช่แข็งมาใช้ ให้นำมาวางในตู้เย็นช่องธรรมดาให้ละลายก่อน แล้วนำไปอุ่นใช้ตามปกติ
•   นมที่กินไม่หมดใน 1 ชั่วโมง ให้ทิ้งไปไม่เก็บไว้กินต่อ
•   นมที่ละลายแล้ว ไม่ควรนำไปแช่แข็งอีก
•   นมที่นำมาอุ่นแล้วไม่ควรนำไปแช่เย็นอีก

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณแม่ทุกคนนะครับ
7  คลีนิคแม่และเด็ก / ที่นี่มีบทความเกี่ยวกับสูติฯ โดยคุณหมอ / วันกำหนดคลอด (บทความวันที่ 10 ก.ค. 52) เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 10:27:14 pm
วันกำหนดคลอด
วันกำหนดคลอด .....จริงๆ แล้วคือ “วันคลอดที่คาดคะเนไว้” ภาษาอังกฤษจึงเรียกว่า EDC หรือ Expected Date of Confinement ซึ่งได้มาจากการคำนวณโดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายของรอบเดือนปกติ การคำนวณวันกำหนดคลอดจะใช้วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายบวก 7 วัน และนับต่อไป 9 เดือน หรือจะนับถอยหลัง 3 เดือน ก็ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายคือ วันที่ 8 มกราคม วันคลอดที่คาดคะเนได้จะเป็น 8 + 7 = 15 ตุลาคม เป็นต้น
สำหรับผู้ที่มีรอบประจำเดือนไม่แน่นอนจะไม่สามารถคำนวณวันกำหนดคลอดได้จากวิธีนี้ เนื่องจากไม่สามารถกำหนดวันที่มีการตกไข่หรือการปฏิสนธิได้ การคาดคะเนวันกำหนดคลอดจะต้องใช้การตรวจขนาดของมดลูกและปรากฏการณ์อื่นๆ ในการตั้งครรภ์ประกอบการคาดคะเนวันคลอด เช่น การดิ้นของทารกในครรภ์ที่รู้สึกได้ครั้งแรก  โดยที่ครรภ์แรกจะรู้สึกในอายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ และครรภ์หลัง 16-18 สัปดาห์ เป็นต้น
เมื่อรับการตรวจครรภ์แล้ว การคาดคะเนกำหนดคลอดจะละเอียดขึ้นโดยการตรวจครรภ์ เช่น การฟังหัวใจทารกได้ครั้งแรก และการตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของขนาดมดลูกเป็นระยะๆ ความสูงของยอดระดับมดลูกที่คลำได้ทางหน้าท้องโดยการตรวจด้วยความเชี่ยวชาญของสูติแพทย์ช่วยบอกอายุครรภ์และบอกกำหนดคลอดได้ครับ นอกจากนั้นยังเป็นการบอกว่ามีความผิดปรกติอะไรที่น่าสงสัยอีกหรือไม่
สุดท้าย..ที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่ง คือ การทำอัลตราซาวน์ครับ สูติแพทย์จะวัดสิ่งต่างๆ เช่น ขนาดของถุงน้ำคร่ำ ความยาวของทารก และเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นก็มีการวัดขนาดศีรษะทารก เส้นรอบวงของท้องทารก และความยาวกระดูกต้นขาของทารก ทั้งนี้ การกำหนดอายุครรภ์และกำหนดคลอดได้แม่นยำขึ้นกับระยะเวลาที่ทำด้วยครับ ยิ่งทำเร็วความแม่นยำจะยิ่งมากกว่า ฉะนั้น หากคุณแม่จำประจำเดือนไม่ได้ หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อย่าลังเลในการรีบทำอัลตราซาวน์นะครับ
กำหนดคลอดที่ได้นั้น คืออายุครรภ์ที่ 40 สัปดาห์ การคลอดครบกำหนดคือ 37-42 สัปดาห์ หากก่อนนั้น ถือว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด หากเกินนั้น เป็นการตั้งครรภ์เกินกำหนด ซึ่งก็อันตรายได้ครับ

                                         With best wishes from www.doctoratiwut.com
8  คุยกันประสานักศึกษาแพทย์ / คุยกันประสานักศึกษาแพทย์ธรรมศาสตร์ / อยากรู้จังจะมีนศพ มากระทู้มั้ยนะ เมื่อ: มิถุนายน 30, 2009, 03:05:46 pm
อยากรู้จังจะมีนศพ มากระทู้มั้ยนะ :'(
9  คุยกันแบบคุณหมอ / คุยกันแบบคุณหมอ / ขอเชิญแพทย์ทุกท่านแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เมื่อ: มิถุนายน 28, 2009, 10:08:45 pm
ผมขอเชิญแพทย์ ทุกท่าน ไม่จำกัดสาขา  แลกเปลี่ยนประสบการณ์ งานวิจัยที่เป็นประโยชน์ ต่อคนไข้ หมอ หรือสังคมฯ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาครับ
10  คุยกันประสานักศึกษาแพทย์ / คุยกันประสานักศึกษาแพทย์ธรรมศาสตร์ / ยินดีต้อนรับนักศึกษาทุกท่าน เมื่อ: มิถุนายน 28, 2009, 10:07:08 pm
ขอให้ใช้ webboard นี้ เพื่อเพิ่มประโยชน์ สำหรับการเรียน ของนักศึกษาทุกคน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคน พึงกระทำ และสื่อสารในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์
11  คลีนิคแม่และเด็ก / คลีนิคแม่และเด็ก / แนวทางการดูแลครรภ์ เมื่อ: มิถุนายน 28, 2009, 05:37:12 pm
สวัสดีครับ วันนี้หมอจะมาพูดคุยเรื่องใหม่ คือแนวทางการดูแลครรภ์ สำหรับคุณแม่มือใหม่  ใครมีปัญหาข้อสงสัย เข้าคุยกับหมอได้เลยนะครับ
12  คลีนิคแม่และเด็ก / คลีนิคแม่และเด็ก / คุยกันเรื่องคลีนิคแม่และเด็กในดวงใจคุณ เมื่อ: มิถุนายน 27, 2009, 09:42:13 pm
ลองเข้ามาพูดคุยกันนะครับ ว่าคลีนิคแม่และเด็กในดวงใจของคุณ ควรเป็นอย่างไร
หน้า: [1]